อักขระสู่วิถีเซียน

ตอนที่ 93 รู้แจ้งวิชาเทพเซียน

หงยวินมองประตูใหญ่ของเทวสถานที่ปะทุเเสงสีดำเกรียม หลังจากที่ลังเลเล็กน้อย ก็ก้าวไปข้างหน้า  แล้วเดินไปด้านหน้าของประตูใหญ่ เขาเรียนรู้จากหลินจื่อเหยียน ค่อยๆวางฝ่ามือบนประตูใหญ่

 

ซัว!

 

ประตูใหญ่ธรรมดาที่มีเสาสีฟ้าประกายเขียวต้นหนึ่ง แสงห่อหุ้มตัวหงยวิน จากนั้น ตัวของหงยวินก็ผ่านประตูเข้าไป ร่างกายหายไปจากที่เดิม

 

เมื่อเห็นดังนั้น แต่ละคนจึงตามกันเข้าไปในเทวสถาน เหลือเพียงคนจำนวนหนึ่งที่ยังลังเลอยู่ด้านนอกของเทวสถาน

 

” ไสหัวไป! ” จินเยี่ยนโผล่ออกมาแล้วผลักผู้คนออกไป จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในประตูใหญ่ของเทวสถาน

 

ภายในเทวสถานจักพรรดิปิง ในตอนที่เย่เหวยลืมตาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองมาโผล่ในห้องโถงที่กว้างใหญ่

 

เห็นเพียงเสาหินที่แกะสลักลวดลายธรรมดาสามสิบหกต้น ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงขนาดใหญ่ ทุกต้นสู่งเกินหลายร้อยเมตร เสาแต่ละต้นสูงค้ำฟ้า คอยพยุงห้องโถงไว้ ด้านบนของห้องโถงเต็มไปด้วยอักขระเซียนลึกลับหลากหลาย เคลื่อนไหวส่องแสง ค่อยๆหมุนไป เมื่อมองอักขระเซียนที่แปลกประหลาดเหล่านั้น ราวกับว่ามันจะติดตา

 

ด้านหน้าเสาค้ำฟ้าทั้งสามสิบหกต้น มีหยกขนาดใหญ่หลายร้อยจ้วงลอยอยู่กลางอากาศ หลินจื่อเหยียนที่เข้ามาในห้องโถงใหญ่ก่อนใคร กำลังยืนอยู่เบื่องหน้าหยกชิ้นนั้น (หยกกลมๆมีรูตรงกลาง)

 

ที่ตัวหยกมีแสงสีเขียว เรียบเงางามราวกระจก นอกจากร่างกายที่ใหญ่โต ทุกอย่างก็ดูปกติ ไม่มีอะไรแปลก

 

จอมยุทธ์แต่ละคนที่ตามกันเข้ามาต่างมาโผล่ในห้องโถงใหญ่ ทุกคนต่างพินิจพิจารณาห้องโถงใหญ่นี้อย่างประหลาดใจ

 

ห้องโถงที่กว้าวใหญ่เพียงนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกไม่น้อย พวกเขาสังเกตการณ์ไปรอบๆ จ้องมองอย่างระแวดระวัง

 

เวิงเวิงเวิง!

 

ในตอนที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้น เสาหินค้ำฟ้าขนาดใหญ่ทั้งสามสิบหกต้นปรากฏแสงสีฟ้าประกายเขียวพร้อมๆกันแสงสีฟ้าประกายเขียวจากทั้งสามสิบหกต้นส่องไปรวมกันที่ด้านหน้าของหยกขนาดใหญ่ บนหยกนั้นค่อยๆปรากฏอักษรขึ้น

 

” ทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่เทวสถานจักรพรรดิปิง! ” ทุกคนต่างตาลุกวาว ในตอนที่ยืนอึ้งมองหยกที่เร้นลับนั้น เสียงที่แหบแห้งดังสะท้อนเข้าหูของทุกคน

 

จากนั้น ทุกคนจึงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ภายใต้การจ้องมองอย่างระแวง ที่ที่แสงสีฟ้าประกายเขียวรวมกัน มีเงาคนสลัวค่อยๆเยื้องย่างออกมา

 

คนผู้นี้ราวกับเป็นภาพลวงตา ทำให้คนไม่วางใจ เหมือนกับเจอดอกไม่ในสายหมอก ครึ่งจริงครึ่งลวง ร่างสลัวของคนผู้นี้ยืนอยู่กลางอากาศตรงด้านหน้าของหยก มองลงมายังผู้คนที่ดูหวั่นเกรง

 

” เจ้าเป็นใคร? ” จอมยุทธ์หลายคนกลัวจนเสียงสั่น ร่างของคนผู้นี่สั่นไหวอยู่กลางอากาศ ราวกับเป็นวิญญาณ แต่ดูเเล้วคล้ายกับคนชราคนหนึ่ง ลมปรานมหาศาลที่แผ่ออกจากร่างของเขาเอ่อล้นไปทั่วทั้งห้องโถง

 

เย่เหวยค่อยๆเดินไปที่หลินจื่อเหยียน มองร่างขนาดใหญ่ที่อยู่กลางอากาศด้วยความระดวง

 

ใบหน้าที่งดงามของหลินจื่อเหยียนค่อยๆเงยขึ้น มองไปบนอากาศ ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ นางเคยได้ยินเรื่องเล่าของจักรพรรดิปิงมาบ้าง แต่จากที่มองดู พลังของจักรพรรดิปิงแข็งแกร่งกว่าที่นางจินตนาการไว้มาก

 

” ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าคือใคร? ข้าก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าข้าเป็นใคร ยุทธภพนี้ผันผ่านไปหลายปี ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลง เกรงว่า คงจะไม่มีผู้ใดจำข้าได้แล้ว? ” ร่างนั้นหัวเราะเสียงดังลั่น น้ำเสียงแฝงความหมายที่ดูหดหู่ใจ

 

” ท่านใช่จักรพรรดิปิงหรือไม่? ” เสียงที่ดังฟังชัดของหลินจื่อเหยียนดังขึ้นมาในห้องโถงใหญ่

 

” จักรพรรดิปิง? ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่ ข้าเป็นเพียงข้ารับใช้เท่านั้น ข้าปกป้องเทวสถานจักรพรรดิมานานถึงสามร้อยกว่าปี ในที่สุดก็มีคนย่างเข้ามาในเทวสถานเเห่งนี้ .. พวกเจ้าสามารถเรียกข้าว่า ผู่หยวน! ” เงาสลัวที่เรียกตัวเองว่าเป็นข้ารับใช้ของจักรพรรดิปิง มองทุกคนอย่างนิ่งสงบ

 

ข้ารับใช้ของจักรพรรดิปิง? ผู้คนต่างตื่นตระหนกไม่น้อย พวกเขารับรู้ถึงลมปราณที่น่ากลัวของเฒ่าชราผู้นี้ เขาจะต้องเป็นคนหนึ่งที่แข็งแกร่งอย่างมาก!

 

” จักรพรรดิปิงนำมรดกของตัวเองมาไว้ในเทวสถานจักรพรรดิปิง ทั้งยังกำหนดข้อห้าม ให้มีเพียงผู้ที่อยู่ภายในขอบเขตจอมยุทธสิบดาราเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ จะได้ครอบครองมรดกของจักรพรรดิปิงหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตา ” น้ำเสียงที่ดูเดียวดายของผู่หยวนดังไปทั่วทั้งห้องโถง ” หากในพวกเจ้ามีผู้ใดได้มรดกไป ข้าก็จะเป็นอิสระ! ”

 

” มนดกของจักรพรรดิปิง? ”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของเฒ่าชรา ทุกคนต่างตื่นเต้นอย่างเสียไม่ได้ ผู้แข็งแกร่งเฉกเช่นจักรพรรดิปิง มรดกที่เหลือไว้จะตกไม่ธรรมดา! แม้แต่เย่เหวยและกลินจื่อเหยียนต่างก็ยินดีอย่างเสียไม่ได้ สายตาของจินเยี่ยนคลั่งไคล้อย่างมาก

 

” แน่นอนว่า อยากจะครอบครองมรดกของจักรพรรดิปิงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย พวกเจ้าจะต้องผ่านการทดสอบทีละคนทีละคน! ” น้ำเสียงที่แหบแห้งของคนแก่.ผู่หยวน มีรอยยิ้ม ” พวกเจ้าเห็นหยกด้านนี้หรือไม่? บนหยกด้านนี้มีเศษเสี้ยวหนึ่งบทที่เป็นเคล็ดลับเซียนแห่งโชคชะตาทั้งเจ็ดสิบสอง วิชายุทธสิบสองบท ในปีนั้น จักพรรดิปิงได้รู้แจ้งวิชาเทพเซียนหนึ่งบทจากบนหยกนี้ ทำให้การพัฒนาเกินคำว่าสมบูรณ์ แน่นอนว่าจักรพรรดปิงก็เรียนรู้มาจากเศษเสี้ยวที่ไม่สมบูรณ์บทนี้! ”

 

” ถึงจะเป็นแค่บทที่ไม่สมบูรณ์ แต่ทำให้จักรพรรดิปิงมีพลังที่เกินใต้หล้า กลายเป็นผู้แข็งแกร่วที่ยิ่งใหญ่แห่งราชวงค์โจวเสิน! ”

 

” พวกเจ้าอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของจักรพรรดิปิงมาไม่น้อย แต่ตำนานที่เล่าต่อกันมานั้น เป็นแค่ส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ความแข็งแกร่งของจักรพรรดิปิง เกินกว่าที่พวกเจ้าจินตนาการไว้มาก! ”

 

” ปีนั้น หากจักรพรรดิปิงมีใจจะครองยุทธภพ เกรงว่าราชวงค์โจวเสินคงจบสิ้นแล้ว! ”

 

” หากจักรพรรดิมีใจจะเป็นใหญ่ที่สุดในยุทธภพ เกรงว่าราชวงค์โจวเสินคงไม่มีตัวตนอยู่? ” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างเหวอ อารมณ์บนใบหน้าตกใจสุดขีด

 

ราชวงค์โจวเสินแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขารู้ซึ้งดี พลังของคนๆเดียว จะสามมารถทำลายราชวงค์ที่ยิ่งใหญ่ได้? ในยุทธภพนี้มีผู้ที่แข็งแกร่งเพียงนี้? เมื่อคิดถึงเรื่องราวมากมายที่ผ่านมาในหุบเขาเซว่อู่ .. คิดถึงเทวสถานที่มโหฬารเพียงนี้ ทุกคนไม่เชื่อก็ไม่ได้ บางที่จักรพรรดิปิงอาจมีทรงพลังจนสามารถทำลายราชวงค์โจวเสินได้!

 

สำหรับพวกเขาแล้ว จักรพรรดิปิงเป็นผู้แข็งแกร่งที่ระดับเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการ ไม่อยากจินตนาการเลยว่า วิชาเทพเซียนของจักรพรรดิปิว จะเรียนรู้วิชายุทธหนึ่งบทมาจากเศษเสี้ยวนี้!

 

เคล็ดลับเซียนแห่งโชคชะตาทั้งเจ็ดสิบสองคืออะไรกันกันแน่? แค่เพียงหนึ่งบท จึงทำให้มีพลังถึงเพียงนี้หากวิชายุทธ์ทั้งสิบสองบทสมบูรณ์ จะก้าวถึงระดับไหน?

 

” ได้ครอบครองมรดกของจักรพรรดิปิงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของพวกเจ้า! ” ผู่หยวนพูดอย่างเฉยเมย  ” จักรพรรดิปิงรู้แจ้งวิชาเทพเซียนนี้เพียงแค่มอง ขอเพียงพวกเจ้ารู้แจ้งวิชาเทพเซียนที่จักรพรรดิปิงรู้แจ้งในตอนนั้น ถือว่าผ่านการทดสอบ

 

” รู้แจ้งวิชาเทพเซียนที่จักรพรรดิปิงรู้แจ้ง? ” ตำพูดนี้ของร่างสลัว.ผู่หยวนราวกับน้ำแข็ง ที่ทะลวงเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผู้คนที่เร่าร้อนคึกคัก เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในทันที

 

จักรพรรดิปิงแข็งแกร่งเพียงใด? คนผู้นั้นเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถจัดการราชวงค์โจวเสินได้เพียงผู้เดียว อยากจะรู้แจ้งวิชาเทพเซียนที่จักรพรรดิปิงรู้แจ้งในปีนั้น มันจะง่ายดายเชียวหรือ?

 

” ในปีนั้น ตอนที่จักรพรรดิปิงรู้แจ้งวิชาเทพเซียนเบื้องหน่ช้าหยกนี้ ก็เป็นเพียงแค่จอมยุทธ์เท่านั้น วิชาเทพเซียนที่ท่านรู้แจ้งเป็นเพียงวิชาเทพเซียนระดับวิญญาณบทหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อวิชาเทพเซียนบทนี้สามารถบรรลุให้สมบูรณ์ได้ เมื่อถูกทำให้สมบูรณ์อย่างไม่หยุดหย่อน พลังของเขาจึงไม่ได้อ่อนแอ กลายเป็นวิชาเทพเซียนระดับนภา ที่แข็งแกร่งมาก ”

 

” ขอเพียงพวกเจ้ารู้แจ้งแค่เล็กน้อยเท่าเส้นขน ก็ถือว่าผ่านการทดสอบ! ” ผู่หยวนมองใบหน้าทุกคนที่ซีดราวขี้เถ้าที่เผาไหม้ จึงพูดอย่างยิ้มแย้ม

 

” อะไรนะ? ”

 

” วิชาเทพเซียนระดับนภา! ” เมื่อได้ยิน ทุกคนตาลุกวาว เพราะว่าตกใจเกินไป ทุกคนเลยยืนอึ้ง

 

วิชาเทพเซียนระดับนภา เป็นว่าชาเทพเซียนที่มีแค่ในตำนาน ในประวัติศาสตร์ราชวงค์โจวเสินพันปี ไม่เคยมีผู้ใดถือครองวิชาเทพเซียนระดับนภา แม้แต่ในคลังหนังสือยังไม่มีการบันทึกวิชาเทพเซียนระดับนภา

 

ตำนานของวิชาเทพเซียนระดับนภา เหมือนกับตำนานของเซียนทั้งสามที่มีมาแต่โบราน ล้วนเป็นแค่จินตนาการเท่านั้น มีคนกล่าวว่า ต้องไปถึง’สำนักเซียน’ จึงจะสามารถเรียนรู้วิชาเทพเซียนระดับนภาได้

 

” เริ่มเรียนรู้กันเถอะ! ” ผู่หยวนโบกมือ ด้านบนของหยกขนาดใหญ่เกิดสีเขียวอ่อน จากนั้น ก็ปรากฏเสาแสงสีฟ้าประกายเขียว เสาแสงสีฟ้าส่องลงมาบนพื้น เกิดเป็นเบาะรองเขาแต่ละผืนแต่ละผืน

 

” ขอเพียงนั่งอยู่บนเบาะรองเข่า พวกเจ้าจะสามารถมองเห็นความลึกลับที่ซ่อนภายในของหยก จำเอาไว้ มีเวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น หลังจากผ่านไปสามวันไม่สามารถรู้แจ้งวิชาเทพเซียนๆก้ ข้าจะเคลื่อนย้ายพวกเจ้าออกไป! ” หลังจากคำพูดสุดท้ายของผู่หยวน  ร่างเขาก็กลับเข้าไปในเสาแสงจ้าที่ถูกสร้างโดยเสาสีฟ้าประกายเขียวทั้งสามสิบหกต้น

 

หลังจากที่ผู่หยวนแอบเข้าไป ห้องโถงใหญ่ก็เงียบลงในทันที จากนั้น ผู้คนต่างพูดคุยถกเถียงอย่างตื่นตกใจ

 

” จะสามารถรู้แจ้งวิชาเทพเซียนระดับนภาจากหยกชิ้นนี้? ไม่ว่าพวกเจ้าจะเชื่อหรือไม แต่ข้าไม่เชื่อ วิชาเทพเซียนระดับนภา มีเพียงแค่ในตำนานเท่านั้น อีกทั้ง จะต้องมีสำนักเซียนจึงจะถือครองได้! ”

 

” ข้ายอมรับว่าจักรพรรดิปิงแข็งแกร่ง แกร่งกว่าที่เล่าขานกันมา แต่วิชิเทพเซียนระดับนภา….. ตีข้าให้ตาย ข้าก็ไม่เชื่อ’ ” ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าจะสามารถรู้แจ้ววิชาเทพเซียนระดับนภาได้จากหยก

 

” พี่จื่อเหยียน เชื่อหรือไม? ” เมื่อเย่เหวยได้ยินเสียงพูดคุยนินทาของทุกคน จึงมองหลินจื่อเหยียนเผื่อมีความคิดเห็น แล้วถามขึ้นมาเบาๆ

 

เยาเหวยก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เเต่เมื่อคิดถึงเขาภาพชิงซานลูกนั้นที่อยู่ในหัวของตน เย่เหวยจึงลังเล หากตัวเองเดาไม่ผิด ภาพเขาชิงซานที่อยู่ในหัวนั้น คงจะเป็นภูผาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่รู้แจ้งของเซียนทั้งสามตามคำเล่าลือ ! ยุทธภพใบนี้มีเรืองราวเเปลกประหลาดมากมายนับไม่ถ้วน

 

” ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไง หากไม่มีทางรู้แจ้งวิชาเทพเซียรระดับนภา แสดงว่าความสามารถของพวกเรายังไม่เพียงพอ หากโชคดีสามารถรู้แจ้งได้ พวกเราก็จะได้มรดกของจักรพรรดิปิง! ” หลินจื่อเหยียนที่ขมวดคิ้วอยู่ ก็ผ่อนคลายลง มองเย่เหวย ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมา

 

” อืม! ” เย่เหวยพยักหน้า คำพูดนี้ของหลินจื่อเหยียน ทำให้เย่เหวยรู้สึกเหมือนเปิดโลกกว้าง ไม่มองแล้วจะรู้ได้อย่างไร

 

“ขอเพียงรู้แจ้งได้เล็กน้อยเท่าเส้นขน ก็ถือว่าผ่านการทดสอบ คงไม่ยากมาก ” เข้าใจปัญหาข้อนี้ดี เย่เหวยจึงหัวเราะ แล้วเดินตรงไป นั่งบนเบาะรองเข่าที่สร้างโดยเสาแสงสีฟ้าประกายเขียว

 

จากนั้นไม่นาน หลังจากผู้คนที่พูดคุยถกเถียงกัน.. ไม่ว่าบนหยกก้อนนี้จะมีวิชาเทพเซียนระดับนภาหรือไม่ ลองดูสักหน่อยก็ไม่เลว

 

เวลาสามวัน ต้องรู้แจ้งวิชาเทพเซียนหนึ่งบท เวลาสั้นเกินไป เมื่อคิดได้ถึงข้อนี้ ทุกคนค่อยๆนั่งลงบนเบาะรองเข่าสีฟ้าประกายเขียว มองไปที่หยก เวลากระชั้นชิดจึงเริ่มรู้แจ้งวิชาเทพ…

ออกความคิดเห็น

error: Content is protected !!